วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนอผลงาน


การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนอผลงาน
1.       หลักการนำเสนอผลงาน
                ในหน่วยการเรียนรู้ก่อนๆ  ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานรูปแบบต่าง ๆ มาบ้างแล้ว การสร้างผลงานที่ดีนั้นต้องอาศัยความรู้และทักษะตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการสะสมประสบการณ์จากการที่ได้พบเห็นตัวอย่างและเรียนรู้จากตัวอย่าง
                ในหน่วยการเรียนรู้นี้ จะกล่าวถึงการนำเสนอผลงานโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่หาได้ทั่วไป การนำเสนอผลงานมีวัตถุประสงค์คือ
                                1. ให้ผู้ชมเข้าใจสาระสำคัญของการนำเสนอ
                                2. ให้ผู้ชมเกิดความประทับใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อถือในผลงานที่นำเสนอ
                กานำเสนอผลงานโดยใช้สื่อโสตทัศนศึกษานั้น มีเหตุผลเบื้องลึกคือ หลักจิตวิทยการเรียนรู้ ซึ่งได้มีการค้นพบจากนักวิจัยว่า การรับรู้ข้อมูลโดยผ่านทางประสาทสัมผัสสองอย่างคือ ทั้งตาและหูพร้อมกันนั้น ทำให้เกิดการรับรู้ที่ดีกว่า รวมทั้งเกิดความสามารถในการจดจำได้มากกว่าการรับรู้โดยผ่านตาหรือหูอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว จึงได้มีการพัฒนาสื่อโสตทัศนศึกษารูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาใช้งาน
2. เครื่องมือที่ใช้ในการนำเนอผลงาน
                ก่อนยุคคอมพิวเตอร์ การนำเสนอผลงานในที่ประชุมสัมมนามักจะใช้เครื่องมือสองอย่างคือ เครื่องฉายสไลด์ (Slide projector)  และเครื่องฉายแผ่นใส(Overheard projector) การใช้งานเครื่องฉายสไลด์ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องใช้กล้องถ่ายรูปใส่ฟิล์มพิเศษที่ล้างออกมาแล้วเป็นภาพสำหรับฉายโดยเฉพาะ และต้องนำฟิล์มนั้นมาตัดใส่กรอบพิเศษจึงจะนำมาเข้าเครื่องฉายได้ ข้อดีของการฉายสไลด์คือได้ภาพที่สวยงามและชัดเจนแต่ข้อเสียคือต้องฉายในห้องที่มืดมาก เครื่องฉายแผ่นใสเป็นเครื่องที่ใช้งานทั่วไปได้มากกว่า แผ่นใสที่ใช้ตามปกติมีขนาดประมาณ 8 นิ้วคูณ 10 นิ้ว มีสองแบบคือแบบใช้ปากกา(พิเศษ)เขียน กับแบบที่ใช้เครื่องถ่ายเอกสาร แผ่นใสแบบใช้กับเครื่องถ่ายเอกสารใช้เขียนได้แต่แบบเขียนใช้กับเครื่องถ่ายเอกสารไม่ได้เพราะแผ่นใสจะละลายติดเครื่องถ่ายเอกสารทำให้เครื่องเสียเวลาซื้อแผ่นใสจึงต้องใช้ความระมัดระวังดูให้ดีว่าเป็นชนิดที่ตรงกับความต้องการหรือไม่ การฉายแผ่นใสสามารถทำได้ในห้องที่ไม่ต้องมืดมาก

3. รูปแบบการนำเสนอผลงาน
             ในหัวข้อนี้ จะกล่าวถึงรูปแบบการนำเสนอผลงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ รูปแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ
                3.1 การนำเสนอแบบ Slide Presentation
                                3.1.1 โดยใช้โปรแกรม Power Point
เป็นโปรแกรมนำเสนอผลผลงานในชุด Microsoft Office เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่ายมากมีแม่แบบ (Template) ให้เลือกใช้หลายแบบ องค์ประกอบหลักของแต่ละหน้าของการนำเสนอคือ หัวข้อ (Little) กับส่วนเนื้อหาหลัก (Body text) เนื้อหาหลักมักจะถูกนำเสนอในแบบของ Bull Point คือการใช้เครื่องหมายพิเศษนำหน้าข้อความที่สั้นกระทัดรัด แต่ได้ใจความมีการจัดลำดับความสำคัญของข้อความโดยการย่อหน้า
3.1.2 โดยใช้โปรแกรม ProShow Gold
                โปรแกรม Proshow Gold คือ โปรแกรมสำหรับเรียงลำดับภาพเพื่อนำเสนอแบบมัลติมีเดีย ที่มีความสามารถสร้างผลงานได้ในระดับมืออาชีพ ด้วยเทคนิคพิเศษมากมาย ใช้งานง่าย เหมาะสมต่อการนำเสนอสื่อ การเรียนการสอน การแนะนำอัตชีวประวัติ สามารถเขียนชิ้นงานออกมาในรูปแบบของวีซีดีได้อย่างรวดเร็ว เป็นโปรแกรมที่ช่วยสร้างแผ่นวีซีดีจากรูปภาพต่าง ๆ ที่ทำงานได้รวดเร็ว โดยสามารถทำการใส่เสียงเพลงประกอบได้ด้วย และสามารถแปลงไฟล์เป็นไฟล์ต่าง ๆ ได้ เช่น VCD ,DVD หรือ EXE ฯลฯ ภาพที่ได้จัดอยู่ในคุณภาพดี ซึ่งโปรแกรมอื่นจะใช้เวลาในการทำงานนานพอสมควร
การสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
                                แฮนนิฟิลและเพค  (Hannafin  and   Peck)  อ้างถึงใน  บุญเกื้อ  ควรหาเวช  (2543  :  71  - 74)  ได้ให้ข้อคำนึงในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและลักษณะของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ดีไว้  12  ประการ  ดังนี้
1.      สร้างขึ้นตามจุดประสงของการสอนเพื่อที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนได้จากบทเรียนนั้น  ได้มีความรู้และทักษะตลอดจนทัศนคติของผู้สอนได้ตั้งไว้ให้ผู้เรียนสามารถประเมินผลด้วยตนเองว่าบรรลุจุดประสงค์ในแต่ละข้อหรือไม
2.      บทเรียนที่ดีควรเหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน  การสร้างบทเรียนจะต้องคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถพื้นฐานอยู่ในระดับใด  ไม่ควรที่จะยากหรือง่ายจนเกินไป
3.      บทเรียนที่ดีควรปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนให้มากที่สุดการเรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรมีประสิทธิภาพมากกว่าเรียนจากหนังสือเพราะสามารถสื่อสารกับผู้เรียนได้ 2 ทาง
4.      บทเรียนที่ดีควรจะมีลักษณะเป็นการสอนรายบุคคล   ผู้เรียนสามารถที่จะเลือกเรียนหัวข้อที่ตนเองมีความสนใจและต้องการที่จะเรียนและสามารถที่จะข้ามบทเรียนที่ตนเองเข้าใจแล้วได้  แต่ถ้าบทเรียนที่ตนเองยังไม่เข้าใจก็สามารถเรียนซ้อมเสริมจากข้อแนะนำของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้
5.      บทเรียนที่ดีควรคำนึงถึงความสนใจของผู้เรียน  ควรมีลักษณะเร้าความสนใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา   เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนอยู่เสมอ
6.      บทเรียนที่ดีควรสร้างความรู้สึกในทางบวกของผู้เรียนควรทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน   เกิดกำลังใจและควรที่จะหลีกเลี่ยงการลงโทษ
7.      ควรจัดทำบทเรียนให้สามารถแสดงผลย้อนกลับไปยังผู้เรียนให้มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงย้อนกลับในทางบวก  ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้เรียนชอบและไม่เบื่อหน่าย
8.      บทเรียนที่ดีควรเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอนบทเรียนควรปรับเปลี่ยนให้ง่ายต่อกลุ่มผู้เรียน   เหมาะกับการจัดตารางเวลาเรียน   สถานที่ตั้งคอมพิวเตอร์มีความเหมาะสมควรคำนึงถึงการใส่เสียง   ระดับเสียงหรือดนตรีประกอบควรให้เป็นที่ดึงดูดใจผู้เรียนด้วย
9.      บทเรียนที่ดีควรมีวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้เรียนอย่างเหมาะสม  ควรหลีกเลี่ยงคำถามที่ง่ายตรงเกินไป   หรือไร้ความหมาย   การเฉลยคำตอบควรให้แจ่มแจ้งไม่คลุมเครือและไม่ควรเกิดความสับสน
10.          บทเรียนควรใช้กับคอมพิวเตอร์ที่จะเป็นแหล่งทรัพยากรทางการเรียนอย่างชาญฉลาดไม่ควรเสนอบทเรียนในรูปอักษรอย่างเดียวหรือเรื่องราวที่พิมพ์เป็นอักษรโดยตลอดควรใช้สมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่   เช่น   การเสนอด้วยภาพ   ภาพเคลื่อนไหว  ผสมตัวอักษรหรือให้มีเสียงหรือแสงเน้นที่สำคัญ   หรือวลีต่างๆ  เพื่อขยายความคิดของผู้เรียนให้กว้างไกลมากขึ้น   ผู้ที่สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรตระหนักในสมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ตลอด   ข้อจำกัดต่างๆ  ของคอมพิวเตอร์ด้วย   เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างของสมรรถนะของคอมพิวเตอร์ไป  เช่น  ภาพเคลื่อนไหวปรากฏช้าเกินไป   การแบ่งส่วนย่อยๆ  ของโปรแกรมมีขนาดใหญ่เกินไปทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้
11.          บทเรียนที่ดีต้องอยู่บนพื้นฐานของการออกแบบการสอนคล้ายๆกับการผลิตสื่อชนิดอื่นๆ การออกแบบทเรียนที่ดีย่อยจะสามารถเร้าความสนใจของผู้เรียนได้มาก  การออกแบบบทเรียนย่อมประกอบด้วยการตั้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน  การจัดลำดับขั้นต้อนของการสอนการสำรวจทักษะที่จำเป็นต่อผู้เรียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้    จึงควรจัดลำดับขั้นตอนการสอนให้ดี   มีการวัดผลและการประเมินผลย้อนกลับให้ผู้เรียนได้ทราบ   มีแบบฝึกหัดพอเพียงและให้มีการประเมินผลของขั้นสุดท้าย เป็นต้น
12.          บทเรียนที่ดีควรมีการประเมินผลทุกแง่ทุกมุม  เช่น  การประเมินคุณภาพของผู้เรียนประสิทธิภาพของผู้เรียน   ความสวยงาม   ความตรงประเด็นและความตรงทัศนคติของผู้เรียน  เป็นต้น


การใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ


                               การใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ             
           การใช้คอมพิวเตอร์สร้างงานอย่างมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ 
  ความเข้าใประเด็นด้านคุณธรรมและจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
จริยธรรม หมายถึงความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องที่เป็นตัวแทนศีลธรรมที่เป็นอิสระในการเลือกที่จะชักนำพฤติกรรมเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Tcchnology : IT) และระบบสารสนเทศ (Information System : IS) ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างบุคคลในสังคม เพราะทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ใหม่ ๆ ทำให้เกิดการกระจายอำนาจต่าง ๆ ภายในองค์การ การบุกรุกสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นหรือคู่แข่ง การตกงาน การประกอบอาชญากรรมข้อมูล การละเมิดความคิดหรือลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Tcchnology : IT) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้นสังคม เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มีอิทธิพลอย่างมากในการกระจายอำนาจ ทรัพย์สิน สิทธิ และความรับผิดชอบ (Obigation) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดผู้แพ้ผู้ชนะ ผู้ได้ประโยชน์ผู้เสียประโยชน์ จากภาวะนี้ทำให้เกิดการขาดคุณธรรมและจริยธรรมทางสังคม

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ใช้คอมพิวเตอร์
การพิจารณาถึงจริยธรรมของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (Ethical Considerations) จริยธรรมของผู้ใช้คอมพิวเตอร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความชอมธรรม เพราะหากผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่รู้จักปฏิบัติหน้าที่ของตนในทางที่ถูกต้องแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายภายในองค์กรได้ ตัวอย่างเช่น มีพนักงานบัญชีภายในองค์กรได้ขายข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับยอดรายรับและรายจ่ายภายในองค์กรให้กับบริษัทคู่แข่ง โดยไม่คำนึงถึงความสำคัญของความลับข้อมูลภายในองค์กร ทำให้เกิดความเสียหายภายในองค์กรได้ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พนักงานบัญชีผู้นี้ต้องมีจิตในการรักษาความลับขององค์กรที่ได้ทำงานอยู่ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีจริยธรรมในการทำงาน การใช้จริยธรรมหรือจรรยาบรรณกับวิทยาการข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีและระบบธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่จะควบคุมให้แต่ละบุคคลมีจริยธรรมในการปฏิบัติงาน ซึ่งมีเหตุผลต่อไปนี้
1.การใช้คอมพิวเตอร์และการสื่อสารข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพราะว่าการสื่อสารสามารถ
ทำให้สะดวกรวดเร็วและลดความยุ่งยาก ซับซ้อน ลด
โอกาสการปฎิสัมพันธ์ได้ลดลงส่งผลให้จริยธรรมลดลงด้วย
2.เนื่องจากข้อมูลข่าวสารง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงและการเรียกไปใช้งาน สามารถทำการคัดลอกได้ง่าย ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิและความเป็นส่วนตัวของคนอื่น

3.ผลที่ได้จากกการป้องกันและสร้างบูรณาการของข้อมูล ความเชื่อมั่นและมั่นคงของข้อมูลรวมทั้งสภาพความพร้อมของข้อมูลที่มีอยู่จะมีผลต่อการแข่งขัน หากใช้ข้อมูลร่วมกันปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มักเกิดจากมนุษย์เป็นต้นเหตุด้วยกันทั้งสิ้น หากมนุษย์มีความรับผิดชอบมีจริยธรรมในการใช้ข้อมูลต่าง ๆ มากขึ้น ปัญหาก็จะลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้ องค์กรต่าง ๆ จึงมักได้จัดให้มีการฝึกอบรมพนักงาน และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ให้มีคุณธรรม