ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารสนเทศ Information Technology
โดย อ.วรพจน์ นวลสกุล
******************************************************************
ความหมายของสารสนเทศ Mean of Information
สารสนเทศเป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับ ข้อมูลและสื่อบันทึกความรู้ในรูปแบบต่างๆ ที่มนุษย์ทำการบันทึก ขูด ขีดเขียน วาด สลัก แกะ ลงบนผนัง พื้น หนังสัตว์ ไม้ หิน หรือกระดาษ แม้แต่ เทปบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ วัสดุคอมพิวเตอร์
คำว่า สารสนเทศ ประกอบด้วยคำสองคำ คือ สาร และสนเทศ สารแปลว่า ส่วนสำคัญ หนังสือ จดหมาย บันทึก เป็นต้น สนเทศ แปลว่า คำสั่ง ข่าวสาร ใบบอก เมื่อรวมกันเป็นคำ สารสนเทศ จึงหมายถึง แก่นหรือเนื้อหาที่เป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง ข่าวสาร ข้อความหรือตัวเอกสารซึ่งแจ้งให้ทราบถึงเนื้อหาสาระที่บรรจุไว้
นักวิชาการสารสนเทศ ให้ความหมายว่า เป็นความรู้ ข้อเท็จจริง ข้อมูลที่ผู้ส่งสารสื่อสารถึงผู้รับ ในรูปของตัวเลข อักขระ เสียง ภาพต่างๆ หรือทั้งภาพและเสียง. หมายถึง; วัตถุที่บันทึกข้อมูลเนื้อหาสาระที่มีรูปลักษณ์ต่างๆ ตั้งแต่เอกสาร หนังสือ วารสาร เทปเสียง วีดิทัศน์ ดิสก์เก็ต แฟ้มข้อมูล เป็นต้น หมายถึง; ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการจัดแบบแผน ประมวล รวบรวมข้อมูลจากประเภทใดแหล่งใดๆ เพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้
กล่าวโดยสรุป สารสนเทศ หมายถึง; ข้อมูลข่าวสาร ความรู้รูปแบบต่างๆ ข้อเท็จจริง ที่ได้มีการบันทึก ประมวลหรือดำเนินการด้วยวิธีใดๆไว้ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ทั้งส่วนบุคคลและสังคม
คำที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ
1. ข้อมูล Data หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สำหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือการคำนวณ หรืออาจเป็นลักษณะของ ข้อมูลดิบ เช่นสิ่งที่ได้จากการสังเกตปรากฏการณ์ การกระทำ หรือลักษณะต่างๆ ของวัตถุ สิ่งของ คน สัตว์ พืช แล้วบันทึกไว้เป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ ภาพ เสียง หรือการบรรยาย บอกเล่า
2. ข่าว ข่าวสาร News, Information หมายถึง คำบอกเล่าเรื่องราวคำบอกกล่าว คำเล่าลือ ส่วนข่าวสาร หมายถึง ข้อความที่ส่งมาให้รู้เรื่องกัน บอกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น เป็นเนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วารสารทางวิชาการ ที่มีการเผยแพร่ให้รู้กันโดยทั่ว สื่อให้ผู้อื่นทราบ ด้วยตัวมันเอง หรือผ่านกระบวนการ วิธีการใดๆ ที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้
3. ความรู้ Knowledge เป็นสารสนเทศที่ได้จากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและเกิดการรับรู้ เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เกิดจากการอ่าน ทบทวน ฟัง การประเมิน วิเคราะห์ กลั่นกรองข้อมูล ตามประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาหรือสร้างความรู้ใหม่
รูปลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ
1. ทรัพยากรสาสนเทศ Information Resource หมายถึง สิ่งที่ได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานและคัดเลือกมาเพื่อบริการสารสนเทศ ทรัพยากรสารสนเทศจะอยู่ในรูปของวัสดุต่างๆ เช่น หนังสือ ตำรา เอกสาร บทความ รายงาน การวิจัย แถบบันทึกภาพ-เสียง แฟ้มข้อมูล แผ่นดิสก์เก็ต สารานุกรม วารสารอิเล็กทรอนิกส์
2. มวลทรัพยากรสารสนเทศ Collection หมายถึง ทรัพยากรสารสนเทศประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายประเภท หรือเฉพาะเรื่อง/สาขา/ด้าน จัดเก็บรวบรวมไว้ในแหล่งใดแหล่งหนึ่ง สำหรับให้บริการหรือค้นคืน ค้นคว้า เช่น แหล่งรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นโสตทัศนวัสดุ ได้แก่ เทปเสียง เทปวีดิทัศน์ ภาพยนตร์ ฟิล์ม สไลด์ แผนที่แผนภูมิ ดิสก์เก็ต ซีดี-รอม เป็นต้น
3. เอกสาร Document หมายถึง สิ่งต่างๆที่บันทึกไว้เป็นตัวหนังสือ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เช่น จดหมาย หนังสือ ภาพ เทปวีดิทัศน์ เทปเสียง เอกสาร รายงาน การวิจัย ที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐานและคัดเลือกมาบริการสารสนเทศ
4. วัสดุสารสนเทศ Information Material หมายถึง วัสดุชนิดต่างๆที่บันทึกข้อมูลความรู้ ที่ได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานมีหลากหลายรูปแบบ เช่น หนังสือ วารสาร นิตยสาร ฟิล์ม ภาพยนตร์ เทปวีดิทัศน์ แผ่นดิสก์เก็ต แผ่นซีดี-รอม เป็นต้น
********************************************
การกำเนิดของคอมพิวเตอร์ เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดังนี้
§ การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควบคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน การเกษตร เป็นต้น
§ เสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอการการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่ใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร เป็นต้น
§ สารสนเทศกับการศึกษา การเรียนการสอนในปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน จัดระบบห้องสมุด
จัดทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนมากขึ้น
§ เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมการติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่างๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกว่าโทรมาตร เป็นต้น
§ เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้าระวังที่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน
§ การผลิตในอุตสาหกรรม การพาณิชยกรรมและบริการ การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น
§ ฯ เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา สามารถอธิบายความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศด้านที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ไว้หลายประการดังต่อไปนี้ (จอห์น ไนซ์บิตต์ อ้างถึงใน ยืน ภู่วรวรรณ)
1. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ
2. เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์
3. เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการ
แข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว
แข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว
4. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนองตามความต้องการการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ที่เลือกได้เอง
5. เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา
6. เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทำให้วิธีการตัดสินใจ หรือเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกด้านความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาต่าง ๆ
ความหมายและประเภทแหล่งสารสนเทศ (information sources)
ความหมายและประเภทแหล่งสารสนเทศ (information sources) หมายถึง แหล่งที่มา แหล่งผลิต แหล่งเผยแพร่และให้บริการสารสนเทศ ซึ่งอาจเป็นบุคคล สื่อมวลชน และสถาบันบริการสารสนเทศ แหล่งสารสนเทศแยกประเภทตามที่มาและลำดับการผลิต แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
1. สารสนเทศปฐมภูมิ (primary sources) หมายถึง สารสนเทศที่เรียบเรียงขึ้นจากประสบการณ์ของผู้เขียน หรือเป็น ผลการค้นคว้าวิจัย นำเสนอความรู้ใหม่ ๆ ได้แก่ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ เอกสารการปฏิบัติงาน รายงานการประชุมทางวิชาการ บทความวารสารวิชาการ เอกสารสิทธิบัตร เอกสารมาตรฐาน เอกสารจดหมายเหตุ
2. สารสนเทศทุติยภูมิ (secondary sources) หมายถึง สารสนเทศที่ได้จากการนำสารสนเทศปฐมภูมิมาสังเคราะห์และเรียบเรียงขึ้นใหม่ เพื่อเสนอข้อคิดหรือแนวโน้มบางประการ ได้แก่ หนังสือทั่วไป หนังสือตำรา หนังสือคู่มือการทำงาน รายงานความก้าวหน้าทางวิทยาการ บทคัดย่องานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ วารสารสาระสังเขป เป็นต้น
3. สารสนเทศตติยภูมิ (tertiary sources) หมายถึง สารสนเทศที่ชี้แนะแหล่งที่อยู่ของสารสนเทศปฐมภูมิและทุติยภูมิ จะให้ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสารสนเทศ ได้แก่หนังสือนามานุกรม บรรณานุกรม และดัชนีวารสาร เป็นต้น
แหล่งสารสนเทศมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล ในการอ้างอิงทางวิชาการถือว่าสารสนเทศจากแหล่งปฐมภูมิเป็นสารสนเทศที่ดี มีความน่าเชื่อถือในเรื่องความถูกต้องตามข้อเท็จจริงมากกว่าสารสนเทศทุติยภูมิและสารสนเทศตติยภูมิ
กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่สำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกด้านความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาต่าง ๆ
ความหมายและประเภทแหล่งสารสนเทศ (information sources)
ความหมายและประเภทแหล่งสารสนเทศ (information sources) หมายถึง แหล่งที่มา แหล่งผลิต แหล่งเผยแพร่และให้บริการสารสนเทศ ซึ่งอาจเป็นบุคคล สื่อมวลชน และสถาบันบริการสารสนเทศ แหล่งสารสนเทศแยกประเภทตามที่มาและลำดับการผลิต แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
1. สารสนเทศปฐมภูมิ (primary sources) หมายถึง สารสนเทศที่เรียบเรียงขึ้นจากประสบการณ์ของผู้เขียน หรือเป็น ผลการค้นคว้าวิจัย นำเสนอความรู้ใหม่ ๆ ได้แก่ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ เอกสารการปฏิบัติงาน รายงานการประชุมทางวิชาการ บทความวารสารวิชาการ เอกสารสิทธิบัตร เอกสารมาตรฐาน เอกสารจดหมายเหตุ
2. สารสนเทศทุติยภูมิ (secondary sources) หมายถึง สารสนเทศที่ได้จากการนำสารสนเทศปฐมภูมิมาสังเคราะห์และเรียบเรียงขึ้นใหม่ เพื่อเสนอข้อคิดหรือแนวโน้มบางประการ ได้แก่ หนังสือทั่วไป หนังสือตำรา หนังสือคู่มือการทำงาน รายงานความก้าวหน้าทางวิทยาการ บทคัดย่องานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ วารสารสาระสังเขป เป็นต้น
3. สารสนเทศตติยภูมิ (tertiary sources) หมายถึง สารสนเทศที่ชี้แนะแหล่งที่อยู่ของสารสนเทศปฐมภูมิและทุติยภูมิ จะให้ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสารสนเทศ ได้แก่หนังสือนามานุกรม บรรณานุกรม และดัชนีวารสาร เป็นต้น
แหล่งสารสนเทศมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล ในการอ้างอิงทางวิชาการถือว่าสารสนเทศจากแหล่งปฐมภูมิเป็นสารสนเทศที่ดี มีความน่าเชื่อถือในเรื่องความถูกต้องตามข้อเท็จจริงมากกว่าสารสนเทศทุติยภูมิและสารสนเทศตติยภูมิ
บทที่ 1
แนวคิดและแนวโน้มเกี่ยวกับข้อมูลสารสนเทศยุคใหม่
1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสารสนเทศ
ด้วยปัจจุบันนี้เป็นยุคข้อมูล ข่าสาร และความรู้หรืนั่นเอง
ที่มีการศึกษาค้นคว้า วิจัยและทดลองในสาขาวิชาต่างๆมากมาย ข่าวสาร สารสนเทศเพิ่มมากขึ้น
ประกอบกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยเพิ่มปริมาณสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันหลายๆ
คนอาจจะมีการเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นยุคแหแข่งขันทางด้านข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง ผู้ที่สามารถรับทราบขรู้จักนำาข้อมูลทั้งหลายเหล่านั้นมาประมวลผลเพื่อประกอบการตัดสินใไม่ว่าทางสังคมเศรษฐกิจ
การศึกษาและธุรกิจต่างๆ ดังที่มีผู้กล่าวไหรือสังคมข่าวสาร
ข้อมูลข่าวสารแทรกเข้าไปในชิวิตประจำาวันของคน เราตแก่การดำาเนินชีวิตตนเอง
แก่อาชีพของตน แก่ชุมชน แก่สังคมของตน ใช้ข่าวสาร ประเทศชาติและประชาชน
ในสังคมข่าวสาร การที่จะมีพลังได้นั้น นอกจากมีอำต้องมีความรู้ด้วย
ข้อมูลข่าวสารอย่างเดียวยังไม่พอ
2. ความหมายของสารสนเทศ
สารสนเทศ
หรือสารนิเทศ (Information) เป็นคำาเดียวกันซึ่งสามารถใหว่าหมายถึง
ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เรื่องราว ข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
หมายในเชิงลึกว่า หมายถึง ข้อมูล ข่าวสาร ที่ผ่านการประมวลผล ซึ่ไปใช้ใน การตัดสินใจในชีวิตประจำาวัน
หรือการทำางานนั้นๆ
ฉะนั้นสรุปได้ว่า
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูล ข่าวสาร
ที่ได้มีการจัดการไม่ว่าจะเป็นการคิดคำประมวลผลเพื่อนำามาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์
ได้มีการคัดเลือกสรรและนำในการใช้งาน และทันเวลา
3. ความสำาคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศเป็นปัจจัยที่สำาคัญในโลกปัจจุบันนี้
ทั้งนี้เพราะการกำาหนดแนวทางพัฒนา นโยบายทาง ด้านการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม และวัฒนธรรมมีความสำาคัญต่อการพัฒนามนุษย์
และสังคมเพื่อเสริมสร้างความรู้อันที่จะนำาไปใช้ประโยชน์ในการดำาเนินชีวิตทั้งด้านการงานนั้น
อีกทั้งเป็น แนวทางในการแก้ไข ปัญหา ช่วยในการวางแผน และช่วยตัดสินใจ
อย่างเช่นหากผู้ใดที่รู้จักใฝ่เรียนรู้และ ได้รับสารสนเทศที่ดี มีคุณค่าและมีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีชัยชนะเหนือผู้อื่น ประกอบกับความ
เจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตโดยเฉพาะการเข้าถึงสารสนเทศ ของยุคสังคมข่าวสารที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารในการทำางานและการเรียนรู้ นั้นจะมีการเข้าถึงสารสนเทศโดยระบบเครือข่าย
การติดต่อสื่อสารผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดทั้งการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารบนระบบอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่แพร่หลายในสังคมสารสนเทศที่เน้นคุณค่าของข้อมูล ข่าวสาร มีการจัดเก็บและการใช้ประโยชน์ มีการวิจัยพัฒนา เพื่อค้นหาข้อมูลข่าวสาร
สาเหตุของสิ่งเหล่านี้ทำาให้เกิดข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ
ที่มีความสำาคัญต่อการวิจัยและ การพัฒนาต่อไป และในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำาเนินทรง เป็นองค์ประธาน
ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ประจำาปีพุทธศักราช 2536 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส ทรงดำารัสถึงความสำาคัญของสารสนเทศ ว่า “ในสังคมปัจจุบันนี้
สารนิเทศ ได้มีบทบาทต่อการดำาเนินงานของทุกสาขาอาชีพ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ให้ประสพผลสำาเร็จและพัฒนาให้ มีความเจริญก้าวหน้า
เป็นสื่อที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ อันดีระหว่างมวลมนุษย์ทั้งในระดับชาติ
และนานาชาติ ประการสำาคัญ คือ เป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
ซึ่งส่งผลต่อการ พัฒนาเศรษฐกิจ จริยธรรม สังคม วัฒนธรรม การเมือง การปกครอง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ สารนิเทศที่ถูกต้องสมบูรณ์และทันสมัยเท่านั้น
ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ” (สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย, 2536) ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าความสำาคัญของสารสนเทศมีต่อการทำางานใน
ด้านต่างๆ ดังนี้
จะเห็นได้ชัดว่าสารสนเทศเป็นรากฐานสำาคัญยิ่งในด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเปและเอกชน การศึกษาและการวิจัย แม้แต่กับบุคคลทั่วไป ทั้งนี้สารสนเทศช่วยในการถ่ายทอดวิชาการและเทคโนโลยีจากบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลหนึ่ง จากหน่วยงานหนึ่งสู่อีกหน่วยงานหนึ่ง หนึ่งซึ่งเกิดเป็นแนวคิด แนวทางในการเกิดความรู้ใหม่ เพื่อนำาไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น